เที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 10 ประเทศน่าเที่ยวในยุโรป

เที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 10 ประเทศน่าเที่ยวในยุโรป

เที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 10 ประเทศน่าเที่ยวในยุโรป

สายเที่ยวเตรียมแพ็คกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปเที่ยวยุโรป (Europe) กันได้เลย บอกเลยว่าคุ้มค่ากับการไปเที่ยวสักครั้งในชีวิตแน่นอน! อยากรู้ไหมว่าทำไมยุโรปถึงเป็นที่ที่ใคร ๆ ก็อยากไป? เหตุผลแรกเลยคือการไปเที่ยวยุโรปนั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด จริง ๆ แล้วทริปนึงราคาไม่ต่างจากเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ในเอเชียเลยค่ะ ปรับงบเที่ยวขึ้นอีกนิดก็ได้ไปเที่ยวยุโรปแล้ว นอกจากจะมีที่เที่ยวสวย ๆ เยอะแยะมากมาย  วิวธรรมชาติสุดอลัง อากาศก็เย็นสบาย โดยเฉพาะหน้าหนาวนะ ฟินสุด ๆ ไปเลย! ลองนึกถึงภาพหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วดูสิคะ ถ้าได้ไปสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง มันจะดีแค่ไหนนะ บรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติกอีก นอกจากบรรยากาศและธรรมชาติแล้ว ประเทศในยุโรปยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่โดดเด่น มีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหลายแห่ง แถมเป็นแหล่งชอปปิงแบรนด์เนมสุดหรู ไม่ไปยังไงไหว ว่าแล้วก็ตามแอดมินไปดูกันว่า 10 ประเทศน่าเที่ยวที่สุดในยุโรป มีประเทศไหนบ้าง ตามลิสต์ด้านล่างนี้ได้เลย! 

มาดูกันค่ะว่า เที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง 10 ประเทศน่าเที่ยวในยุโรป มีที่ไหนบ้าง? ทั้งนี้รายการด้านล่างนี้ไม่ได้เรียงตามลำดับใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ

1. สกอตแลนด์ (Scotland)

วีซ่าที่ต้องใช้ :  วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ (UK Visa)

Summary: สกอตแลนด์ เป็นประเทศที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่สวยงามดังต้องมนตร์สะกด เต็มเปี่ยมด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนชื่อดังและวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงมากมาย อีกทั้งยังเพียบพร้อมด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ บรรยากาศสงบและร่มรื่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม – กลางพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) เป็นช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยวสกอตแลนด์มากที่สุด เพราะอากาศไม่หนาวมาก อีกช่วงที่น่าเที่ยวไม่แพ้กัน คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ต้นมกราคม เป็นช่วงที่สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตกแต่งในธีมคริสต์มาส ใครที่ชอบบรรยากาศของเทศกาลนี้ บอกเลยว่าต้องห้ามพลาด!

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. ชอปปิงที่เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) 
  2. สัมผัสบรรยากาศแห่งดินแดนเวทมนตร์ ณ ปราสาทเอดินเบอระ (Edinburgh Castle) ต้นแบบปราสาท Hogwarts ใน Harry Potter 
  3. ซึมซับความโรแมนติกที่เกาะสกาย (Isle of Skye)  
  4. ชมผลงานวรรณกรรมระดับโลก ณ อนุสาวรีย์สก็อต (Scott Monument) 
  5. ตามรอยหนังดังอย่าง รหัสลับดาวินชี ผลงานการประพันธ์ของแดน บราวน์ ไปค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ณ โบสถ์รอสลิน (Rosslyn Chapel) 
  6. ค้นหาสัตว์ประหลาดเนสซีที่ทะเลสาบล็อกเนสส์ (Loch Ness) 
  7. พร้อมชมทัศนียภาพที่สวยงามริมทะเลสาบและเสน่ห์ที่น่าสนใจของปราสาทเอิร์คเคิร์ท (Urquhart Castle) ที่หลงเหลือไว้แต่ซากปรักหักพัง 
  8. เดินเที่ยวชมตลาดคริสต์มาส เมืองเอดินเบอระ (Christmas Market) ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของสกอตแลนด์ บอกเลยว่าฟินสุดดด~

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. แฮกกิส (Haggis) อาหารประจำชาติสกอตแลนด์ ทำจากเครื่องในแกะบดพร้อมมันฝรั่ง ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ เกลือ และน้ำสต๊อก
  2. ข้าวโอ๊ตผัดกับหัวหอม (Skirlie)
  3. ซุปปลาแฮดด็อกรมควัน (Cullen skink)
  4. ไส้กรอกเลือด (Black Pudding) 
  5. พายสก็อต (Scotch Pie)
  6. ขนมข้าวโอ๊ต (Cranachan)
  7. ขนมก้อนน้ำตาล (Tablet)

ใช้เวลาเดินทาง : 14 – 20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินที่เลือก เนื่องจากยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปท่าอากาศยานเอดิเบอระของสกอตแลนด์ ต้องต่อเครื่องบินประมาณ 1 – 2 จุดแวะพัก

2. อิตาลี (Italy)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: รองเท้าบูทแห่งยุโรปใต้ หนึ่งในสุดยอดดินแดนศิลปะ ที่คนรักความคลาสสิกสไตล์ยุโรปต้องห้ามพลาด! อิตาลี เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เต็มไปด้วยศิลปะที่สวยงามและสถาปัตยกรรมคลาสสิกชวนหลงใหล เคล้าบรรยากาศสุดโรแมนติก ท่ามกลางวิวทิวทัศน์สุดปังอลังการ แถมยังเป็นต้นกำเนิดแบรนด์แฟชั่นชื่อดังต่าง ๆ จนทำให้อิตาลีได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่นอีกด้วย หากเพื่อน ๆ กำลังวางแผนมาเที่ยวอิตาลีอยู่ล่ะก็ ช่วงที่เหมาะที่สุด คือ เดือนเมษายน – มิถุนายน และช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อน ไม่เย็นเกินไป แต่ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางช่วงเดือนสิงหาคมนะคะ ช่วงนั้นอากาศจะร้อนชื้นมาก เพื่อน ๆ อาจจะเที่ยวได้ไม่เต็มที่จนหมดสนุกได้ค่ะ

ไปแล้วต้องแวะ : 

  • เดินชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมโรมันสุดคลาสสิก ณ กรุงโรม (Rome) 
  • สำรวจโคลอสเซียม (Colosseum) สนามกีฬากลางแจ้งโบราณที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ได้กลายมาเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่าง ๆ ในปัจจุบัน 
  • แวะโยนเหรียญเสี่ยงทายที่น้ำพุเทรวี (Trevi Fountain) ที่นี่มีความเชื่อว่าถ้าเหรียญหล่นไปใต้น้ำพุ จะได้กลับมากรุงโรมอีกครั้ง 
  • ดื่มด่ำความโรแมนติกขณะล่องเรือกอนโดลา ณ กรุงเวนิส (Venice) 
  • สนุกกับเมืองแฟชั่นที่มิลาน (Milan) ต้นกำเนิดของแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกอย่าง Prada และ Giorgio Armani 
  • ชมผลงานของศิลปินชื่อดังระดับโลก เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ที่มหาวิหารมิลาน (Milan Cathedral) สุดตระการตา 
  • แวะถ่ายรูปชิค ๆ ที่หอเอนปิซ่า (Leaning Tower of Pisa) 
  • สัมผัสศิลปะสไตล์โกธิคสุดว้าวที่มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral) 
  • ซึมซับบรรยากาศพื้นเมืองน่ารัก ๆ ที่หมู่บ้านชาวประมง ชิงก์ แทร์เร (Cinque Terre) หมู่บ้านริมทะเลที่สวยที่สุดในโลก 
  • ทัวร์ปอมเปอี (Pompeii) สัมผัสความรุ่งเรืองในอดีตของนครโบราณที่ถูกฝังด้วยเถ้าถ่านจากการระเบิดของภูเขาไฟวิซูเวียส 
  • เที่ยวทะเลสาบการ์ดา (Lake Garda) 
  • เที่ยวเทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites) 

ไปแล้วต้องชิม : 

  • พิซซ่า 
  • พาสต้า ที่หาทานได้ยากในไทย ไม่ว่าจะเป็นราวิโอลี ทอร์เทลลินี ฯลฯ 
  • รีซอตโต (Risotto) เป็นข้าวที่ผัดเคี่ยวกับน้ำซุปจากเนื้อสัตว์ หัวหอม เนย และพาร์มีซานชีส จนข้นเป็นครีม 
  • ทีรามิสุ (Tiramisu) ของหวานต้องห้ามพลาด
  • เจลาโต้ (Gelato) ไอศกรีมสไตล์อิตาลี

ใช้เวลาเดินทาง : ประมาณ 11 ชั่วโมง 30 นาที โดยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปอิตาลี

3. ฝรั่งเศส (France)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: เมืองสุดโรแมนติก สถานที่ฮันนีมูนยอดฮิตของคู่รักหลายคู่ อีกหนึ่งประเทศในฝันอันดับต้น ๆ ของใครหลายคน ฝรั่งเศสผ่านประวัติศาสตร์ของโลกมามากมาย มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าสนใจ ทั้งปราสาท พระราชวัง โบราณสถาน และสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์น่าค้นหา อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองน้ำหอม เนื่องจากเป็นประเทศที่ผลิตน้ำหอมจากดอกไม้และเครื่องหอมต่าง ๆ มากที่สุดของโลก ช่วงที่น่าเที่ยวที่สุดในฝรั่งเศส อยู่ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงที่อากาศกำลังสบาย ๆ และคนไม่เยอะมากค่ะ ใครที่วางแผนไปเล่นสกีที่ฝรั่งเศส ส่วนช่วงธันวาคมถึงเมษายน จะเหมาะที่สุดค่ะ

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. แวะไปถ่ายรูปคู่กับหอไอเฟล (Eiffel Tower) 
  2. ชมความยิ่งใหญ่อลังการของพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles Palace)
  3. เที่ยวดิสนีย์แลนด์ ปารีส (Paris Disneyland)
  4. สัมผัสความโรแมนติกที่กอลมาร์ (Colmar) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “ลิตเติ้ลเวนิสแห่งฝรั่งเศส”
  5. พักผ่อนชิลล์ ๆ ที่เฟรนช์ ริเวียร่า (French Riviera) สถานที่ตากอากาศสุดชิค 
  6. ดื่มด่ำกับศิลปะยุคเรเนสซองส์ที่เมืองแรนส์ (Rennes) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในฝรั่งเศส
  7. แวะทักทายโมนาลิซา (Mona Lisa) พร้อมเสพงานศิลป์อันล้ำค่าที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum)
  8. เที่ยววิหารมงต์ แซงต์ มิเชล (Mont Saint Michel) วิหารบนเกาะกลางทะเลที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO
  9. เที่ยวเมืองชาโมนี (Chamonix) เทือกเขาแอลป์ (Alps) และยอดเขามงบล็อง (Mont Blanc)

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. มันบดสไตล์ฝรั่งเศส (Puré de patatas)
  2. มาการอง (Macaron) ขนมหวานที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก 
  3. พัฟครีม พรอฟีทรอล (Profiterole)
  4. กีชหรือคีช (Quiche) อาหารว่างดั้งเดิมของชาวฝรั่งเศส 
  5. สตูว์ผัก ราตาตูย (Ratatouille)
  6. ชาโตบริยองด์ (Châteaubriand) หนึ่งในสเต๊กที่เนื้อนุ่มที่สุด
  7. หอยทากเอสคาโก้ (Escargot)
  8. กงฟีเป็ด (Confit de canard)
  9. สตูว์เนื้อไวน์แดง (Beef Bourguignon)
  10. ไก่ตุ๋นไวน์ (Coq au vin)

ใช้เวลาเดินทาง : บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปปารีส ประมาณ 12 ชั่วโมง 40 นาที

4. สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่ได้ชื่อว่า “สวรรค์บนดิน” ประเทศในฝันที่ใคร ๆ ก็อยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต ด้วยธรรมชาติที่สวยงาม วิวสุดปังอลังการ อาคารบ้านเรือนมีความเรียบง่ายแบบมีสไตล์ แถมยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในโลกอีกด้วยค่ะ ถ้าถามว่าเที่ยวสวิตฯ ช่วงไหนดีสุด ขอบอกเลยว่าตัดสินใจยากมาก เพราะสวิตฯ น่าเที่ยวทั้งปีเลยค่ะ แต่ละช่วงก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป แต่ช่วงพฤษภาคม – กันยายน จะเป็นช่วงที่อากาศดี ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงชอบไปเที่ยวช่วงนี้กันค่ะ ส่วนช่วงเมษายน – ตุลาคมเป็นช่วงที่อากาศเย็นลง ใครที่ชอบอากาศเย็นล่ะก็ ไปเที่ยวช่วงนี้ได้เลย ทั้งนี้ช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน เป็นช่วงที่มีฝนมากกว่าช่วงอื่น แต่ก็เป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่น่าไปสัมผัสสักครั้งเช่นกันค่ะ

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. เที่ยวซูริค (Zurich) เมืองศูนย์กลางทางธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์ 
  2. แวะเช็กอินสถานที่ที่ได้ชื่อว่า Top of Europe ที่ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfraujoh) 
  3. แวะถ่ายรูปสวย ๆ ที่เมืองแซร์มัท (Zermatt) เมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก
  4. ตามรอยซีรีส์เรื่องดัง Crash Landing On You ที่ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz) 
  5. เที่ยวหมู่บ้านสวยกลางหุบเขา ที่เลาเทอร์บรุนเนิน (Lauterbrunnen)
  6. เที่ยวมงเทรอซ์ (Montreux) สุดยอดเมืองตากอากาศของสวิตเซอร์แลนด์
  7. นั่งรถไฟ Glacier Express ขบวนรถไฟความเร็วสูงแต่วิ่งช้าที่สุดในโลก (เอ๊ะ?) พร้อมชมวิวสุดว้าวสองข้างทาง
  8. ตื่นตาตื่นใจกับน้ำตกขนาดใหญ่กลางเมือง น้ำตกไรน์ (Rhine Falls) 
  9. เล่นสกีหิมะที่ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) ต้นแบบของโลโก้บริษัท Paramount Pictures และช็อกโกแลต Toblerone 

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. ชีส ฟองดู (Cheese Fondue) 
  2. เรอชติ (Rösti) มันฝรั่งหั่นยาวผสมชีส ทอดจนสุกเหลือง ทานคู่กับผักโขม ไข่ดาว ไส้กรอก 
  3. อัลป์เลมาโกรเนน (Alplermagronen) มักกะโรนีอบพร้อมกับเนยแข็ง นมหรือครีม และมันฝรั่ง
  4. แบร์เน พลัตเต (Berner platte) เมนูรวมสารพัดเนื้อ 
  5. ซอปฟ์ (Zopf) ขนมปังอบรูปเปีย 
  6. ซูเคร์เกสชเน็ตเซลต์ (Zurchergeschnetzeltes) เนื้อลูกวัวผัดสไตล์ซูริก 
  7. เบอร์เชมูสลี่ (Birchermüesli) มูสลี่สไตล์สวิตฯ 
  8. ราแคลตต์ (Raclette) 
  9. แซฟฟรอน ริซอตโต (Saffron Risotto) ข้าวริซอตโตใส่หญ้าฝรั่น 
  10. บึนด์เนนุสทอร์เต (Bündnernusstorte) ขนมหวานประจำชาติสวิตเซอร์แลนด์

ใช้เวลาเดินทาง : ประมาณ 9 – 11 ชั่วโมง กรณีบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปสนามบินซูริค (Zurich Airport) แต่ถ้าต้องเปลี่ยนเครื่องจะใช้เวลาประมาณ 14 – 15 ชั่วโมงค่ะ

5. เยอรมนี (Germany)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: ดินแดนชวนฝันที่เต็มไปด้วยปราสาทในเทพนิยายน่ารัก ๆ สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย ธรรมชาติสวยงามชวนหลงใหล การเดินทางมีความสะดวก อีกทั้งยังโดดเด่นเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นขาหมูเยอรมัน ไส้กรอก หรือเทศกาลงานเบียร์อ็อกโทเบอร์เฟสต์ (Oktoberfest) ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เยอรมนีจึงเป็นอีกจุดหมายปลายทางยอดฮิตที่หลายคนอยากมาเยือน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวเยอรมนี คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน เนื่องจากเป็นช่วงที่กลางวันยาวกว่ากลางคืน เหมาะแก่การตระเวนเที่ยว เก็บให้ครบทุกแลนด์มาร์กในเยอรมนี แม้จะเป็นช่วงที่มีฝนตกบ้าง แต่อากาศก็อบอุ่นกว่าช่วงอื่นค่ะ แถมช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่นิยมจัดงานเทศกาลมากมายอีกด้วยค่ะ สายดริ๊งค์ที่อยากมาลองสัมผัสเทศกาลงานเบียร์ เตรียมแพลนไปเที่ยวช่วงนี้ได้เลยค้าาา

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. เช็กอินเมืองหลวงของเยอรมนี ที่กรุงเบอร์ลิน (Berlin) 
  2. เทศกาลเบียร์อ็อกโทเบอร์เฟสต์ (Oktoberfest) ที่เมืองมิวนิก (Munich)
  3. เที่ยวเมืองเดรสเดน (Dresden) เมืองที่ร่ำรวยด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สวยงามจนได้ชื่อว่าเป็น “กล่องอัญมณีแห่งเยอรมนี” 
  4. แวะไปถ่ายรูปต้นแบบปราสาทของเจ้าหญิงนิทราในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ที่ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein Castle)
  5. แวะเมืองไฮเดลแบร์ก (Heidelberg) เมืองสุดโรแมนติกที่รวบรวมสมบัติทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไว้มากมาย 
  6. เที่ยวเมืองโรเธนเบิร์ก ออบ เดียร์ เทาเบอร์ (Rothenburg ob der Tauber) เมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสุดคิ้วท์ ราวกับอยู่ในเทพนิยาย
  7. ชมความยิ่งใหญ่อลังการของพระราชวังซวิงเงอร์ (Zwinger Palace)
  8. ชมวิวธรรมชาติสุดว้าว ณ หุบเขาโรแมนติกไรน์ (Rhine Gorge)
  9. เที่ยวเกาะที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนี เกาะรือเกิน (Rugen)

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. ขาหมูเยอรมัน (Schweinshaxe)
  2. ไส้กรอกหลากชนิด (Currywurst, Weisswurst, Bratwurst)
  3. ซาวเออร์บราเทน (Sauerbraten) เนื้อตุ๋นหมักซอสชุ่มฉ่ำ เนื้อนุ่มละลายในปาก
  4. ชนิทเซล (Schnitzel) เนื้อสัตว์ชุบแป้ง ไข่ และเกล็ดขนมปัง 
  5. ไอศกรีมสปาเกตตี (Spaghetti Eis) ความอร่อยที่ลงตัวระหว่างอาหารและขนม ที่ไม่ควรพลาด
  6. แพนเค้กมันฝรั่ง (Kartoffelpuffer)
  7. เบอร์ลินเนอร์ (Berliner) โดนัทเยอรมัน
  8. เลบคูกเค่น (Lebkuchen) คุกกี้ขนมปังขิง ขนมประจำเทศกาลคริสต์มาส
  9. คว้าก (Quark) คล้ายโยเกิร์ตแต่ทำจากชีส ทานคู่กับผลไม้สด เป็นอาหารทานเล่นประจำชาติ
  10. เบียร์สด เยอร์มัน

ใช้เวลาเดินทาง : บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเยอรมนี ประมาณ 11 ชั่วโมง 35 นาที

6. รัสเซีย (Russia)

วีซ่าที่ต้องใช้ : ประเทศฟรีวีซ่า – คนไทยสามารถเดินทางเข้ารัสเซียได้ 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า กรณีอยู่นานกว่า 30 วัน ต้องยื่นขอวีซ่าด้วยตนเองที่สถานทูตรัสเซียในกรุงเทพฯ 

Summary: รัสเซีย ประเทศที่มีเขตปกครองขนาดใหญ่ อีกหนึ่งประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อากาศดีน่าเที่ยว พร้อมด้วยภูมิประเทศที่สวยงาม แถมยังเที่ยวได้แบบฟรีวีซ่าอีกด้วย รัสเซียจึงดึงดูดให้ใครหลายคนนึกถึงเป็นประเทศแรก ๆ เมื่อจะไปเที่ยวยุโรป ช่วงที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวรัสเซีย อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ในเมืองส่วนใหญ่มีอากาศอบอุ่น แม้ว่าภูมิประเทศที่กว้างใหญ่มากของรัสเซียจะมีผลต่อสภาพอากาศที่แตกต่างกันมากในแต่ละเมืองก็ตาม ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในช่วงนี้รัสเซียจะจัดงานเทศกาลมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลอาหาร ดนตรี เทคโนโลยี ฯลฯ ใครชอบเที่ยวงานเทศกาล ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะคะ ^__^

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. เที่ยวจัตุรัสแดง ณ กรุงมอสโก (Red Square, Moscow) แลนด์มาร์กประจำรัสเซีย
  2. ชมความสวยงามของโบสถ์แห่งหยดเลือด (Church of the Savior on Spilled Blood)
  3. สัมผัสเบื้องหลังความสวยงามของมหาวิหารเซนต์เบซิล (St. Basil’s Cathedral) ที่ต้องแลกด้วยดวงตาของผู้สร้าง
  4. ชมโบสถ์ที่สวยที่สุดในรัสเซียที่มหาวิหารเซนต์ไอแซค (St. Isaac’s Cathedral)
  5. เดินเล่นที่สวนสาธารณะอเล็กซานเดอร์ (Alexandrovsky Garden) 
  6. ชอปปิงที่ตลาดอิซเมโลฟสกายา (Izmailovsky Market)
  7. ดื่มด่ำกับวิวธรรมชาติสุดอลัง ที่เทือกเขาอัลไต (Altai Mountains)
  8. แวะเช็กอินที่ทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ทะเลสาบที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO 

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. สตูว์เนื้อ (Stroganoff)
  2. สลัดปลาแฮริ่ง (Seld Pod Shuboy)
  3. ข้าวผัดใส่เนื้อสัตว์ (Plov)
  4. เกี๊ยวสไตล์ยุโรป (Pelmeni)
  5. พายไซส์มินิ (Pirozhki)
  6. แพนเค้กรัสเซีย (Blini)
  7. เค้กนโปเลียน (Napoleon Cake)
  8. ซุปบีทรูท (Borsch)
  9. คาเวียร์ (Caviar)
  10. ควาส (Kvass) เครื่องดื่มน้ำดำประจำชาติรัสเซีย

ใช้เวลาเดินทาง : บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเมืองมอสโก ประมาณ 9 ชั่วโมง 45 นาที แต่ถ้าเดินทางแบบต่อเครื่อง จะใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 12 ชั่วโมง 30 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดแวะพักค่ะ

7. ฟินแลนด์ (Finland)

วีซ่าที่ต้องใช้ :  วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: ฟินแลนด์ ดินแดนสุดฟิน ถิ่นซานตาคลอสและแสงเหนือ ประเทศที่มีความผสมผสานระหว่างธรรมชาติ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และบรรยากาศที่สงบร่มรื่น เข้ากันอย่างลงตัว แถมยังเที่ยวง่าย ผู้คนก็เป็นมิตร สมกับเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกจริง ๆ ค่ะ ยิ่งใครที่อยากเห็นหิมะสักครั้งในชีวิต ไปฟินแลนด์รับรองไม่มีผิดหวังค่ะ ได้เห็นหิมะจนเบื่อแน่นอน ^ O ^ แล้วถ้าได้ไปช่วงคริสต์มาสนะ ยิ่งฟินอย่าบอกใครเชียว แนะนำไปช่วงเดือนธันวาคมจนถึงกลางเดือนมกราคมค่ะ หิมะกำลังสวยเลยล่ะ แต่มีข้อเสียนิดนึงตรงที่อาจจะเที่ยวได้ไม่เต็มที่เพราะช่วงกลางวันสั้นกว่าช่วงอื่นค่ะ สำหรับใครที่อยากมาชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่นี่ ช่วงที่เหมาะที่สุดคือช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคมค่ะ ส่วนปรากฏการณ์แสงเหนือ ไฮไลท์เด็ดของฟินแลนด์นั้น สามารถชมได้ตลอดทั้งปีค่ะ แต่จะมีให้ชมบ่อยที่สุดในช่วงฤดูหนาว คือ ช่วงเดือนกันยายนถึงมีนาคมค่ะ ใครอยากเที่ยวแบบไหน แพลนเตรียมไว้กันได้เลย!

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. เที่ยวเมืองเฮลซิงกิ (Helsinki) เมืองหลวงของฟินแลนด์
  2. เที่ยวหมู่บ้านซานตาคลอส (Santa Claus Village) พร้อมสัมผัสกับกวางเรนเดียร์ตัวเป็น ๆ!  
  3. ชมความสวยงามของวิหารอุสเพนสกี้ (Uspenski Cathedral) วิหารสไตล์ออโธดอกส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป 
  4. ซื้อของฝากที่ตลาดสดกลางแจ้ง มาร์เก็ตสแควร์ (Market Square) 
  5. ตื่นตาตื่นใจกับดินแดนน้ำแข็งที่ปราสาทหิมะ เมืองเคมิ (Kemi Snow Castle) 
  6. ชมแสงเหนือที่ (Northern Lights) Kota Village หมู่บ้านกระท่อมหิมะสุดชิคที่ถ้าไม่ได้แวะมาถือว่ายังมาไม่ถึงฟินแลนด์
  7. ดูพระอาทิตย์เที่ยงคืน ขับสโนว์โมบิล นั่งเรนเดียร์ลากเลื่อน และทำกิจกรรมหน้าหนาวสนุก ๆ อีกมากมาย ที่เมืองเลวี (Levi)
  8. ทริปล่องเรือตัดน้ำแข็งซัมโป (Sampo Icebreaker)
  9. เที่ยวพิพิธภัณฑ์ตัวการ์ตูนมูมิน (Moomin) และสวนสนุก Angry Bird ที่เมืองตัมเปเร (Tampere) 
  10. ชิมอาหารท้องถิ่นและกาแฟเข้มข้นในสไตล์ฟินนิช ที่เมืองปอร์โว (Porvoo)

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. ปลาแซลมอนจากธรรมชาติ (Wild Salmon) ซึ่งรสชาติจะแตกต่างจากปลาแซลมอนเลี้ยงมาก ๆ ๆ
  2. เนื้อกวางเรนเดียร์ผัด (Poronkäristys) 
  3. สตูว์เนื้อวัวและเนื้อหมู (Karjalanpaisti)
  4. ไส้กรอกสไตล์ฟินแลนด์ (Lenkkimakkara)
  5. พุดดิ้งข้าวสไตล์ฟินแลนด์ (Riisipuuro) อาหารประจำเทศกาลคริสต์มาส
  6. พายคาเรเลีย (Karjalanpiirakka หรือ Karelian Pastries)
  7. เนื้อกวางมูส (Moose)
  8. ซินนามอลโรล (Korvapuusti)
  9. ขนมปังชีส (Leipäjuusto)
  10. วอดก้า

ใช้เวลาเดินทาง : บินจากกรุงเทพฯ ไปเมืองเฮลซิงกิ ประมาณ 12 ชั่วโมง

8. ไอซ์แลนด์ (Iceland)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ทั้งนี้ไอซ์แลนด์ไม่มีสถานทูตประจำประเทศไทย การขอวีซ่าจึงต้องยื่นผ่านประเทศเดนมาร์กค่ะ โดยสามารถยื่นเรื่องผ่านศูนย์ VFS ที่ได้รับการรับรองจากประเทศเดนมาร์กได้ค่ะ 

Summary: ไอซ์แลนด์ ดินแดนน้ำแข็ง อีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตในทริปล่าแสงเหนือที่ใครหลายคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่ากับการได้ไปเยือนสักครั้ง! ยิ่งใครเป็นสายธรรมชาติ บอกเลยว่าไปเที่ยวไอซ์แลนด์ไม่มีขาดทุน เพราะที่นี่มีทั้งธารน้ำแข็ง ทะเลสาบน้ำแข็ง น้ำตก น้ำพุร้อน ภูเขาไฟ และชายหาดสีดำสวยแปลกตา แม้ไอซ์แลนด์จะมีอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ก็สามารถเที่ยวได้ตลอดปี ทั้งนี้ช่วงที่คนนิยมไปเที่ยวมากที่สุด จะเป็นช่วงหน้าร้อน (ประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นมิถุนายน – สิงหาคม) เพราะมีอากาศอบอุ่นและมีช่วงกลางวันที่ยาวนาน ใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวไอซ์แลนด์เป็นครั้งแรก แนะนำให้ไปช่วงหน้าร้อนจะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าใครตั้งใจจะไปล่าแสงเหนือ หรืออยากไปเที่ยวชมธารน้ำแข็ง ก็ไปช่วงหน้าหนาวเลยค่ะ จะอยู่ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมค่ะ

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. เที่ยวเมืองเรคยาวิก (Reykjavik) เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากที่สุด
  2. แช่น้ำแร่ที่บลูลากูน (Blue Lagoon) บ่อน้ำแร่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก 
  3. แวะเช็กอินน้ำตกกุลล์ฟอสส์ (Gullfoss) น้ำตกที่ได้ชื่อว่าเป็นไนแองการ่าของไอซ์แลนด์ 
  4. ดื่มด่ำกับความสวยงามของหุบโตรกฟยาดราร์กลิเฟอร์ (Fjaðrárgljúfur)
  5. โจกุลซาร์ลอน (Jokulsarlon) ทะเลสาบน้ำแข็งอายุกว่าพันปี มีขนาดใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ 
  6. แวะชมชายหาดสีดำที่เรย์นิสฟยาร่า (Reynisfjara) 
  7. สวีนาเฟลล์โจกุล (Svinafellsjokull) ธารน้ำแข็งรูปร่างแปลกตา มีความสวยงามโดดเด่นจนเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง 
  8. ตื่นตาตื่นใจกับ Crystal Ice Cave ถ้ำน้ำแข็งที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
  9. ชมน้ำพุร้อนกีเซอร์ (Geysir) 
  10. ปล่องภูเขาไฟเคริด (Kerid Crater) ปล่องภูเขาไฟที่มีทะเลสาบอยู่ตรงปากปล่อง

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. สเกียร์ (Skyr) อาหารที่ชาวไอซ์แลนด์นิยมทานกันมานานกว่าพันปี
  2. ฮอทดอกสไตล์ไอซ์แลนด์ (Pylsur) 
  3. สเต๊กเนื้อวาฬมินค์ (Minke Whale Steak) 
  4. เนื้อแกะรมควัน (Hangikjöt) 
  5. ลองกุสทีน (Langoustine) หรือกุ้งมังกรตัวเล็ก 
  6. ปลาอาร์คติก ชาร์ (Arctic Char)
  7. ขนมปังแป้งไรย์ (Rye Bread) อบด้วยความร้อนจากน้ำพุร้อน เนื้อขนมปังนุ่มสุดฟิน หวานนิด ๆ มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
  8. ซุปมะเขือเทศ (Tomatsupa)
  9. เหล้าเบรนนิวิน (Brennivín) เครื่องดื่มประจำชาติไอซ์แลนด์ คล้ายวอดก้า

ใช้เวลาเดินทาง : ขั้นต่ำประมาณ 18 ชั่วโมง 20 นาที ขึ้นอยู่กับสายการบินและจำนวนจุดแวะพัก

9. สเปน (Spain)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: สเปน อีกหนึ่งประเทศที่ครบเครื่องทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมายสถาปัตยกรรมโรมันคลาสสิก ธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา ศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นจนโด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการสู้วัวกระทิง มาทาดอร์ และทีมฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยวสเปนมากที่สุด คือ มีนาคมถึงพฤษภามคม และกันยายนถึงตุลาคม เป็นช่วงที่อากาศกำลังสบาย ๆ ถ้าไปเที่ยวทะเลช่วงนี้ก็จะไม่ร้อนเกินไปจนไม่รู้สึกสบายตัวค่ะ

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. ชมความยิ่งใหญ่ตระการตาของมหาวิหารซากราดาฟามิเลีย (The Basílica de la Sagrada Família)
  2. ชมจอกศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ที่มหาวิหารบาเลนเซีย (Valencia Cathedral)
  3. เดินเที่ยวที่ถนนคนเดินลารัมบลาส (La Ramblas)
  4. เที่ยวตลาดสดบุคเคอเรีย (Mercat De La Boqueria)
  5. เที่ยวเมืองโตเลโด (Toledo) อดีตเมืองหลวงของสเปนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลก
  6. ทึ่งกับภูมิปัญญาการสร้างบ้านบนหน้าผา ที่บ้านแขวน (Hanging Houses)
  7. แวะถ่ายรูปสวย ๆ ที่พลาซ่า เดอเอสปานา (Plaza de Espana)
  8. เที่ยวเมืองสีขาวในแคว้นอันดาลูซีอา (The White Towns of Andalucía) อีกหนึ่งแลนด์มาร์กยอดนิยมในสเปน
  9. ชิมทับทิมสายพันธุ์พื้นเมืองอาลีคานเต (Alicante) เคล็ดลับความอ่อนเยาว์ของสาว ๆ ในเมืองนี้
  10.  เที่ยวเกาะแกรนคานาเรีย (Gran Canaria Islands)

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. ข้าวผัดสเปน (Paella)
  2. หมูหันสเปน (Cochinillo Asada)
  3. พิสโต (Pisto – Spanish Ratatouille)
  4. ไข่เจียวสเปน (Tortilla Espanola)
  5. ปลาหมึกปรุงรส (Galician Octopus – Pulpo a la Gallega)
  6. ชูเลตียัส (Chuletillas)
  7. แฮมคามองเซร์ราโน (Jamón Serrano)
  8. นมสดทอด (Leche frita)
  9. โครเกตต์ (Croquettes)
  10. ชูโรสหรือปาท่องโก๋สเปน (Churros)

ใช้เวลาเดินทาง : ยังไม่มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปสเปน ต้องต่อเครื่องประมาณ 1 – 3 จุดแวะพัก ใช้เวลาในการเดินทาง 16 – 17 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสายการบินและเมืองปลายทางที่จะไป

10. เนเธอร์แลนด์ (Netherland)

วีซ่าที่ต้องใช้ : วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa)

Summary: ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของใครหลายคน ด้วยสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ น่าเที่ยว มีทุ่งดอกไม้และธรรมชาติที่สวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ บ้านเรือนและสถาปัตยกรรมสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์ อากาศสะอาดสดชื่นเพราะชาวดัตช์ส่วนใหญ่นิยมเดินทางด้วยการปั่นจักรยานหรือใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เนเธอร์แลนด์มี 4 ฤดู เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป และสามารถไปเที่ยวได้ทั้งปีเลยค่ะ ใครที่อยากมาชมดอกไม้สวย ๆ แนะนำให้มาช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นช่วงที่ดอกทิวลิปกำลังบานสะพรั่งเลยค่ะ ส่วนเดือนมิถุนายนถึงกันยายน แม้จะเป็นช่วงฝนตกค่อนข้างชุก แต่ก็มีลมพัดเย็นสบายและมีช่วงกลางวันยาวนานขึ้น เที่ยวได้เต็มที่เลยค่ะ อีกช่วงคือเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่กลางคืนยาวกว่า ฝนตกหนักกว่า แต่ก็เป็นช่วงที่พระอาทิตย์ตกสวยที่สุดที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน

ไปแล้วต้องแวะ : 

  1. ล่องเรือในคลองรอบเมืองอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) 
  2. แวะไปกิน เที่ยว ชอป ที่จัตุรัสดัมสแควร์ (Dam Square) สัญลักษณ์ของเมืองอัมสเตอร์ดัม 
  3. เสพงานศิลป์ระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะห์ (Van Gogh Museum) 
  4. ตื่นตาตื่นใจกับทุ่งดอกทิวลิปหลากสีสุดลูกหูลูกตาที่สวนเคอเคนฮอฟ (Keukenhof) 
  5. แวะไปถ่ายรูปที่หมู่บ้านกังหันลมซานส์ สคันส์ (Zaanse Schans)
  6. เช็กอินต่อที่บ้านคิวบิกเฮ้าส์ (Cube Houses) บ้านทรงลูกบาศก์สุดเก๋ 
  7. ตามรอยเจ้ากระต่ายมิฟฟี่ ที่เมืองน่ารักอย่างอูเทร็คท์ (Utrecht) 
  8. ชิมชีสอร่อย ๆ ที่ตลาดชีส ณ เมืองอัลค์มาร์ (Alkmaar) 
  9. ล่องเรือในหมู่บ้านไร้ถนน กีโธร์น (Giethoorn) 
  10. ชิมเบียร์สดที่โรงเบียร์ไฮเนเก้น (Heineken Experience) 
  11. เที่ยวเมืองจำลองมาดูโรดัม (Madurodam) ที่ที่ย่อส่วนเนเธอร์แลนด์ไว้ทั้งประเทศ

ไปแล้วต้องชิม : 

  1. บูเรินโคล สตัมพอต (Boerenkool Stamppot) อาหารประจำชาติเนเธอร์แลนด์ 
  2. ชีส ผลิตภัณฑ์ประจำชาติเนเธอร์แลนด์ที่ถ้าไม่ได้ลองถือว่ายังมาไม่ถึงถิ่น! 
  3. ปลาแฮริ่งสด (Hollandse Nieuwe Haring) ทานคู่กับหัวหอมใหญ่ โรยพริกไทยนิดหน่อย อร่อยสุดฟิน 
  4. มันฝรั่งทอดปาตัท (Patat) 
  5. บิทเทอร์บอลเลน (Bitterballen) เนื้อสับก้อนปรุงรส
  6. สโตรปวาเฟิล (Stroopwafels) ขนมดัตช์ยอดนิยม
  7. แพนเค้กสไตล์เนเธอร์แลนด์ (Pannekoeken) 
  8. โปฟเฟอร์เจิส (Poffertjes) มินิดัตช์แพนเค้กที่มีรูปร่างคล้ายขนมครกของไทย

ใช้เวลาเดินทาง : บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเมืองอัมสเตอร์ดัม ประมาณ 11 ชั่วโมง 40 นาที

พิมพ์ไปก็หิวไป อาหารยุโรปแต่ละเมนูช่างยั่วน้ำลายซะเหลือเกิ๊น! น้ำย่อยในกระเพาะแอดมินประท้วงหนักเลยค่ะ คงต้องไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานแล้วแหละ ^ O ^ ถ้าเพื่อน ๆ สนใจไปเที่ยวยุโรปล่ะก็ สามารถจองตั๋วบินไปลงที่ 1 ใน 10 ประเทศน่าเที่ยวในยุโรป ข้างบนนี้ แล้วนั่งรถไฟ Eurostar เดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อได้เลย รถไฟ Eurostar เป็นรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งในสหราชอาณาจักรและทวีปยุโรป ทำให้การเดินทางของเพื่อน ๆ สะดวกและรวดเร็วขึ้นค่ะ แถมยังเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ ที่น่าจดจำในทริปยุโรปของเพื่อน ๆ อีกด้วยนะ หากเพื่อน ๆ ต้องการทำวีซ่าเชงเก้น หรือ วีซ่า UK สำหรับคนไทย  แล้วล่ะก็ ติดต่อเรา ได้เลยค่ะ เราจะทำความฝันในการไปเยือนยุโรปของเพื่อน ๆ ให้เป็นจริงเอง!

อยากไปต่างประเทศ แต่ก็กังวลเรื่องวีซ่า?

หากคุณกำลังวางแผนไปเที่ยว ไปเยี่ยมครอบครัว ไปเยี่ยมคนรัก แต่กำลังกังวลขั้นตอนในการยื่นขอวีซ่า ไม่เคยมีประสบการณ์ในการยื่นวีซ่ามาก่อน ทางเรามีทีมงานมืออาชีพคอยให้คำปรึกษาคุณตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงวีซ่าอนุมัติ

Leave a comment